หน้าใส เริ่มได้จากการล้างหน้า


สำหรับสาวๆ ที่ต้องแต่งหน้าเป็นประจำสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรายังคงมีผิวสวยใสห่างไกลสิวคือ การล้างเครื่องสำอางให้สะอาด อย่างถูกวิธีด้วยผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางที่เหมาะกับสภาพผิว และขั้นตอนการทำความสะอาดที่ถูกต้อง ซึ่งสาวหลายๆ คนมีคำถามว่าควรจะเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางชนิดไหนให้เหมาะกับสภาพผิว และต้องใช้อย่างไรถึงจะถูกวิธี วันนี้เรามีคำตอบจากนิตยสาร Marie Claire มาฝากกัน
แบบเนื้อครีม วิธีใช้คือ นวดลงบนใบหน้าขณะที่แห้งอยู่ แล้วใช้กระดาษหรือสำลีเช็ดออก ซึ่งเมกอัพมีมูฟเวอร์แบบเนื้อครีมเหมาะสำหรับคนที่มีผิวหน้าแห้ง เพราะข้อดีของแบบเนื้อครีมจะช่วยในเรื่องของการให้ความชุ่มชื้น ล้างเครื่องสำอางออกได้ดี ส่วนข้อเสียที่ต้องระวังคือ หากใช้กระดาษหรรือสำลีที่ไม่มีคุณภาพ จะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้ง่าย
แบบโลชั่นน้ำนม วิธีใช้คือ จะต้องเทลงบนสำลีแล้วค่อยๆ เช็ดเครื่องสำอางออกอย่างเบามือ เหมาะสำหรับคนที่มีผิวธรรมดาไปจนถึงแห้ง ซึ่งข้อที่ต้องควรระวังก็คล้ายกับแบบเนื้อครีม คือ ห้ามใช้สำลีถูแรงเกินไป
แบบน้ำมัน ลักษณะเป็นน้ำมันใสที่ใช้นวดลงบนหน้าที่แห้งอยู่ จากนั้นแตะน้ำเล็กน้อยมานวดบนผิวหน้า น้ำมันก็จะเปลี่ยนสภาพกลายเป็นน้ำนมล้างออกด้วยน้ำจนสะอาดโดยไม่ต้องใช้กระดาษหรือสำลีเช็ด แต่ต้องล้างออกให้หมด ไม่เช่นนั้นจะทำให้เกิดการอุดตันของรูขุมขนซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว
แบบน้ำใส วิธีใช้คือ เทเมกอัพรีมูฟเวอร์ลงบนสำลีแล้วเช็ดเครื่องสำอางออกขณะหน้ายังแห้ง ซึ่งบางยี่ห้ออาจจะไม่ต้องล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าซ้ำอีก ถือเป็นอีกชนิดที่ใช้ง่ายแภมรู้สึกได้ว่าไม่มีความมันตกค้างอยู่
แบบกระดาษหรือผ้า เหมาะสำหรับใช้ยามเร่งด่วน ลักษณะเป็นกระดาษหรือผ้าเปียดที่เคลือบผลิตภัณฑ์ล้างเครื่องสำอางเอาไว้ แต่จะไม่สามารถล้างเครื่องสำอางชนิดกันน้ำออกได้หมด

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ health.cbpmall.com  และ  www.facebook.com/cbphealth  


ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์ Monday 2 Friday ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2555

Retona Supalim



The Cool of Health
ได้เวลา ภาระกิจ ซ่อม ระบบเผาผลาญ ด้วยธรรมชาติ
ทุกวันนี้ผู้คนมากมายใช้ชีวิตฝืนกฎธรรมชาติ
ทำให้เลือดไม่สะอาด เลือดข้น การไหลเวียนไม่ดี ตับสะสมไขมัน สิ่งแปลกปลอมและสารพิษ ร่างการเสียสมดุล นำไปสู่ “ความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหาร” (Metabolic Syndrome) โดยไม่รู้ตัว
กาแพทย์ทางเลือกในเกาหลีใต้ใช้ “Active Complex Enzymes” ในการล้างพิษและรักษาโรค กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด และได้รับความนิยมอย่างมากจากทั้งชาวเกาหลีใต้และชาวต่างชาติ สามารถช่วยผู้
ป่วยนับแสนคนหายจาก โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหาร โรครูมาตอยด์ โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ โรคมะเร็ง โรคที่เกิดจากความไม่สมดุลย์ของร่างกาย
เอนไซม์ (Enzymes) คือ โปรตีน ที่มีความสำคัญและจำเป็นต่อทุกปฏิกิริยาของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็น การหายใจ การย่อยอาหาร การคิดการเจริญเติบโต หรือแม้แต่การนอนสามารถจำแนก
ประโยชน์ของเอนไซม์
1. ย่อยอาหารและดูดซึมอาหารที่เรากินเข้าไป ทำให้ร่างกายได้อาหารที่มีคุณค่า
2. เร่งปฏิกิริยาเคมีเพื่อการเผาผลาญสารอาหารและสร้างพลังงาน
3. เพิ่มความแข็งแรงให้เซลล์ในร่างกาย
4. สร้างภูมิต้านทาน สร้างความเจริญเติบโต สร้างความแข็งแรงให้กระดูก และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของอวัยวะต่างๆ
5. กำจัดสารพิษ ของเสีย เซลล์แก่ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ
6. ปรับสมดุลคลอเรสเตอรอล ทำความสะอาดเลือด และป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด
7. รักษาสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้เล็ก
8. ลดอาการอักเสบ
การลดลงของเอนไซม์เกิดจาก
รับประทานอาหารแปรรูป อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านการปรุงสุก อาหารเทียม เช่น สีผสมอาหาร วัตถุกันเสีย สารปรุงแต่งอาหาร ความเครียด ยาฆ่าแมลงสารพิษ มลภาวะ
เมื่อเอนไซม์ในร่างกายลดลง
ร่างกายไม่สามารถกำจัดของเสียและสารพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ เซลล์อ่อนแอลง นำไปสู่โรคที่เกี่ยวกับความเสื่อมของร่างกาย โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคภูมิแพ้ โรคภูมิเพี้ยน โรคที่เกิดจากความไม่สมดุลของร่างกาย การย่อยอาหารและการดูดซึมอาหารไม่สมดุล ทำให้น้ำหนักขึ้นและนำไปสู่โรคอ้วน
เรโตน่า ซูปาลิม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แอคทีฟ คอมเพล็ก เอนไซม์ ที่สกัดจากพืช ปราศจากสารเคมี
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ health.cbpmall.com  และ  www.facebook.com/cbphealth  สนใจคลิ้กเลย

ล้างพิษง่ายๆ ด้วยน้ำแร่ธรรมชาติ




สำหรับการล้างพิษนั้นสามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่เป็นธรรมชาติที่สุดและสามารถทำได้ด้วยตัวเองก็คือการล้างพิษด้วยการดื่มน้ำ เราทราบกันดีแล้วว่า น้ำเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ร่างกายสามารถฟื้นคืนสภาพและปรับกลไกการทำงานของระบบสู่สภาวะปกติ โดยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วต่อวัน ที่สำคัญควรจะเลือกดื่มน้ำแร่ที่คงความบริสุทธิ์จากธรรมชาติเพื่อให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

          การล้างพิษน้ำด้วยแร่ธรรมชาติ 5 ขั้นตอนง่ายๆ ดังต่อไปนี้ 
          1. ให้ความชุ่มชื่นแก่ร่างกายดื่มน้ำให้มากๆ อย่างน้อยวันละ 1.5 ลิตร เพราะจะช่วยทำความสะอาดระบบภายในร่างกายและขับออกสู่ภายนอก เลือกดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงจะทำให้ร่างกายได้รับคุณประโยชน์สูงสุดเพราะเป็นน้ำแร่บริสุทธิ์ที่ผ่านการกลั่นกรองจากชั้นหินที่อุดมด้วยแร่ธาตุในเทือกเขาแอลป์ ทำให้ร่างกายและจิตใจรู้สึกสดใสอ่อนเยาว์ ช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เร็วขึ้น 
          
2. เปลี่ยนนิสัยการรับประทานรับประทานอาหารที่มีประโยชน์โดยเลือกแต่อาหารธรรมชาติที่ไม่ผ่านกระบวนการแปรรูป และกำจัดอาหารขยะออกไปจากชีวิต เพราะอาหารขยะมีสารเคมีและวัตถุกันเสียที่ร่างกายไม่ต้องการ อีกทั้งยังไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอีกด้วย แคลอรีที่ร่างกายได้รับจึงเป็นแคลอรีไร้ประโยชน์ 
          
3. นอนหลับเพื่อความงามนอนหลับให้ได้ 6-8 ชั่วโมงในแต่ละคืน เพราะเป็นโอกาสที่ร่างกายจะได้พักผ่อนและได้รับการฟื้นฟู พยายามอย่านอนดึก และอย่าลืมดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงก่อนเข้านอน และดื่มอีกครั้งแก้วใหญ่ๆ เต็มๆ สักแก้วเมื่อเริ่มต้นเช้าวันใหม่ 
          
4. ฟิตร่างกายการออกกำลังจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยรักษารูปร่าง ออกกำลังกายแต่พอดี อย่าหักโหมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่คุณกำลังล้างพิษ และควรดื่มน้ำแร่ธรรมชาติเอเวียงก่อนและดื่มเป็นระยะๆ ตลอดการออกกำลังกาย 
          
5. ปลุกความสดใสให้ผิวพรรณเมื่อไรก็ตามที่คุณละเลยการดูแลตัวเอง ผิวของคุณก็จะฟ้อง การล้างพิษจะช่วยให้ของคุณกลับมาเปล่งปลั่งสดใสดังเดิม ใช้สเปรย์น้ำแร่พ่นเบาๆ ให้ทั่วผิวหน้าจะช่วยเพิ่มความสดใสมีชีวิตชีวาและยังช่วยให้เครื่องสำอางของคุณติดทนนานตลอดวัน 

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่   health.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbphealth  สนใจคลิ้กเลย

เรโตน่า ซูปาลิม


 ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แอฟทีฟ คอมเพล็ก เอนไซม์ ที่สกัดจากพืช ปราศจากสารเคมี


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ health.cbpmall.com และที่  
www.facebook.com/cbphealth สนใจคลิ้กเลย 

น้ำดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยมนนุษย์ แต่มนุษย์อยู่ได้ต้องอาศัยน้ำ


ความสำคัญของน้ำ ที่มีต่อร่างกายมนุษย์

>> ปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย
>> ช่วยปรับความเป็นด่างในร่างกาย
>> ช่วยระบบการย่อยอาหาร
>> นำพาสารอาหารต่างๆ ไปสู่เซลล์
>> ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
>> ช่วยหล่อลื่นตามข้อต่อต่างๆ
>> หล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหวลูกตา
>> ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดเวลา

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่   health.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbphealth  สนใจคลิ้กเลย

น้ำแร่และน้ำเปล่าแตกต่างกันอย่างไร



น้ำเปล่า เป็นน้ำที่บริสุทธิ์ ไม่มีสารอาหารใดๆ เป็นโมเลกุลที่มีขั้ว ประกอบไปด้วยไฮโดรเจน 2 อะตอม
และออกซิเจน 1 อะตอมยึดเหนี่ยวกันด้วยพันธะไฮโดรเจน  น้ำเป็นตัวทำละลายที่ดีมากๆ และร่างกายสามารถดูดซึ่ม
ได้รวดเร็วและดีที่สุดเมื่อเทียบกับน้ำชนิดอื่นๆ
     น้ำแร่ เป็นน้ำที่อยู่ใต้ดินซึ่งประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย แต่แร่ธาตุจะมากหรือจะน้อยขึ้นอยู่กับแหล่งที่เกิดทางธรณีวิทยา เช่น
ถ้าเกิดในบริเวณชั้นหินที่มีอายุเยอะแล้วจะมีความอุดมสมบูรณืของแร่ธาตุดีมาก แต่สารอาหารในน้ำแร่ ก็มีทั้งที่ดีและไม่ดีกับร่างกาย
สารอาหารที่ดีต่อร่างกายในน้ำแร่ก็อย่างเช่น เกลือซัลเฟต ช่วยในการขับถ่าย , ฟลูออไรด์ , แคลเซียม , โพแทสเซี่ยม
ช่วยในกระบวนการเมทาบอลิซึ่ม , โซเดียม  ช่วยรักษาสมดุลน้ำในร่างกาย เป็นต้นและน้ำแร่แบ่งได้อีกหลายชนิด
ตามแหล่งที่เกิดและสรรพคุณที่ช่วยในการรักษาโรค ส่วนสารอาหารที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น สารหนู โครเมียม
ไซยาไนด์ โมลิบดินัม แวนาเดียม เป็นต้น
     สิ่งที่เหมือนกันระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า คือ เป็นสิ่งที่ร่างกายต้องการเพื่อนนำน้ำไปใช้ในกระบวรการต่างๆของร่างกาย เช่น
ขับของเสียออกจากร่างกาย
     สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า      ความแตกต่างระหว่างน้ำแร่และน้ำเปล่า
จะต่างกันที่น้ำแร่มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการมากกว่าน้ำเปล่าเท่านั้นเอง แต่แร่ธาตุเหล่านี้
เราจะได้รับอยู่แล้วในทุกๆ วัน ซึ่งได้จากการรับประทานอาหาร ถ้าร่างกายได้รับแร่ธาตุมากเกินไป
ก็จะถูกขับออกมาในรูปของของเสีย ทำให้ดื่มไปก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรขึ้นมาสำหรับท่านใดที่ดื่มน้ำแร่แทนน้ำเปล่าก็ลองพิจรณากันดูอีกทีนะ
เพราะราคาที่แพงกว่าแต่คุณค่ามีเท่าๆกัน
     ข้อเสียสำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มน้ำหรือน้ำเปล่า      โดยการเลือกดื่ม น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือ กาฟแทน
หรือบางท่านอาจดื่มเฉพาะเวลาที่รู้สึกกระหายน้ำเท่านั้น ขอบอกว่าให้เลิกพฤติกรรมนี้ซะ
เพราะว่าเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกานจะไปกระไปด้วยน้ำ ถ้าคุณไม่ดื่มน้ำหรือดื่มแต่น้ำหวาน
จะส่งผลให้เซลล์ในร่างกายเหี่ยว ร่างกายเข้าสู่ภาวะขาดน้ำ สุขภาพย่ำแย่ ไม่มีสมาธิเพราะสมองขาดน้ำ
รู้สึกเหนื่อยและหงุดหงิดง่าย อาจเกิดการตกผลึกของเกลือแร่ทำให้เกิดโรคนิ่วในไตได้ง่าย
หัวใจต้องทำงานหนักเป็นอย่างมากเพราะ ในเลือดไม่มีน้ำ แต่กลับมีน้ำตาลอยู่ ทำให้เลือด
เหนี่ยวและข้น ยากต่อการที่จะส่งเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ปาก คอ ผิวพรรณ แห้ง
มันมีผลเสียมาเลยใช่ไหมค่ะ กับการที่ร่างกายขาดน้ำ สำหรับท่านใดที่ไม่ชอบดื่มน้ำเปล่า
ก็เริ่มมาดื่มด้วยวิธีการจิ๊บน้ำแทนก่อน จิบบ่อยๆ และค่อยๆเพิ่มปริมาณขึ้นค่ะ และเราก็จะเคยชินกับการดื่มน้ำไปเอง

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   health.cbpmall.com และ www.facebook.com/cbphealth  สนใจคลิ้กเลย 

     ที่มา : px3.org

มารู้จักน้ำแร่กัน







ในปัจจุบันนี้มีความสนใจในเรื่องน้ำแร่ชนิดต่างๆที่มีผลต่อสุขภาพ 
ซึ่งอาจมีหลายยี่ห้อหลายรูปแบบ แต่ก่อนที่คุณจะเลือกซื้อมาบริโภคนั้น 
อยากให้ได้รับข้อมูลที่น่าจะมีประโยชน์ต่อการเลือกบริโภคน้ำแร่ 
โดยจะนำเสนอประเภทของน้ำแร่ที่แยกตามผลที่มีต่อร่างกายและ
ฤทธิ์ในการบำบัดโรคเป็นเกณฑ์ในการจัดประเภทน้ำแร่ 

ชนิดของน้ำแร่  
     น้ำแร่ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate water)
มีปริมาณไบคาร์บอเนต> 600 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยปรับให้สารคัดหลั่ง
ที่มีฤทธิ์เป็นกรดกลายเป็นกลาง, กระตุ้นการเคลื่อนของอาหารจากกระเพาะ
ไปยังลำไส้เล็กให้เร็วขึ้น, กระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนในกระเพาะอาหาร,
ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำและเหลือแร่ให้แก่ร่างกาย จึงควรดื่มน้ำแร่นี้ 500-700 มิลลิลิตร
ก่อนออกกำลังกายหรือทำงานที่ต้องเสียเหงื่อ เนื่องจากจะช่วยในการลดภาวะเลือดเป็นกรด
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Volvic, Fiji, Snowy mountain เป็นต้น

     น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate water) มีปริมาณ ซัลเฟต> 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
ช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ โดยเฉพาะในคนที่ท้องผู้กเรื้อรัง เนื่องจาก น้ำแร่ซัลเฟตมีผลแรงดันออสโมติคและ
ช่วยกระตุ้นการหลั่งของฮอร์โมนซีซีเค (CCK) เนื่องจากซัลเฟตมีผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Pi water เป็นต้น

     น้ำแร่ซัลเฟต-ไบคาร์บอเนต (Sulfate-bicarbonate waters)
ใช้รักษาภาวะที่การทำงานของถุงน้ำดีผิดปกติ, นิ่วในถุงน้ำดี, อาการหลังผ่าตัดถุงน้ำดี
     น้ำแร่ซัลเฟอร์, เกลือ-ไอโอดีน, เกลือ-โบรมีน-ไอโอดีน (Sulfurous, salt-iodine,
salt-bromine-iodine waters) มักใช้กับอวัยวะภายนอกร่างกาย เช่น การอาบ
หรืออาจใช้ สูดพ่นทางทางเดินหายใจบ้าง บรรเทาอาการอักเสบของระบบสืบพันธุ์เพศหญิง และบรรเทาอาการทางผิวหนังบางชนิด
     น้ำแร่ซัลเฟอร์และไบคาร์บอเนต (Sulfurous and bicarbonate waters)
ใช้ในการรักษาโรคเบาหวาน โดยจะลดระดับน้ำตาล อาการกระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย
 และช่วยลดความต้องการอินซูลิน นอกจากนี้น้ำแร่ไบคาร์บอเนต ยังช่วยลดภาวะเลือดเป็นกรดในผู้ป่วยเบาหวานได้
     น้ำแร่คลอรีน (น้ำเกลือ) (Chlorinated water (salt water)
มีปริมาณคลอไรด์> 200 มิลลิกรัมต่อลิตร ช่วยในการกระตุ้นการทำงานของลำไส้และการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับน้ำและอิเล็กโตรไลท์, กระตุ้นการหลั่งน้ำดี, บรรเทาอาการท้องผูก
     น้ำแร่แคลเซียม (calcium water) มีปริมาณแคลเซียม> 150 มิลลิกรัมต่อลิตร น้ำแร่ที่มีแคลเซียมในปริมณมากเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่มีความต้องการแคลเซียมในปริมาณมากกว่าคนปกติ เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ สตรีสัยหมดประจำเดือน ผู้สูงอายุ และจากการวิจัยไม่นานมานี้ พบว่า แคลเซียมอาจช่วยป้องกันภาวะความดันโลหิตสูงได้อีกด้วย
ตัวอย่างของน้ำแร่ชนิดนี้ได้แก่ น้ำแร่ยี่ห้อ Evian, Badoit เป็นต้น
     น้ำแร่แมกนีเซียม (Magnesium water) มีปริมาณแมกนีเซียม > 50 มิลลิกรัมต่อลิตร
 การมีแมกนีเซียมในน้ำแร่สูงจะช่วยกระตุ้นการหลั่งน้ำดี เนื่องจากมีผลในการทำให้ Oddi sphincter คลายตัว
     น้ำแร่ฟลูออเรด(Fluorate water) มีปริมาณฟลูออไรด์ > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
     น้ำแร่เหล็ก(Ferrous water) มีปริมาณเหล็กเฟอรัส > 1 มิลลิกรัมต่อลิตร
ช่วยบรรเทาอาการในภาวะโลหิตจากที่เกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และใช้ในภาวะไฮโปธัยรอยด์
     น้ำแร่โซเดียม(Sodium water) ปริมาณ โซเดียม> 200 มิลลิกรัมต่อลิตร
     น้ำแร่เกลือต่ำ(Low-salt water) ปริมาณ โซเดียม < 20 มิลลิกรัมต่อลิตร
     น้ำแร่คาร์บอร์นิค (Carbonic waters) มักใช้ในการอาบ และบรรเทาอาการของหลอดเลือดส่วนปลาย
วิธีดื่มน้ำแร่ ควรทำอย่างไร ?
 
     วิธีดื่มน้ำแร่แบ่งได้ 2 วิธี คือ
         1. การดื่มน้ำแร่ปริมาณมากในระยะเวลาสั้นๆ (Water loading) คือ การดื่มน้ำปริมาณ 1 ลิตร ภายใน 30 นาที
ขณะท้องว่าง ซึ่งการดื่มน้ำแร่วิธีนี้จะใช้กับน้ำแร่ชนิดที่หวังผล เช่น เพื่อขับนิ่วออกจากร่างกาย วิธีนี้ไม่ควรดื่มก่อนนอน
เนื่องจากจะทำให้ต้องลุกขึ้นมาเข้าห้องน้ำในช่วงกลางคืน
         2. การดื่มแบบทยอยในปริมาณไม่สูง (Subdivided doses) คือ การดื่มน้ำแร่ปริมาณ 500 มิลลิลิตร
และ ตามด้วยน้ำแร่ 10 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม โดยจิบน้ำครั้งละน้อยขณะอ่อนเพลีย หรือขณะเดิน หรือพร้อมมื้ออาหาร
          สำหรับนักกีฬา ควรดื่มน้ำแร่ที่มีปริมาณเกลือแร่น้อยถึงปานกลาง ตลอด 2 ชั่วโมงก่อนการแข่งขัน โดยดื่ม 100-150 มิลลิลิตร
ทุก 15-20 นาที และดื่ม 400-500 มิลลิลิตร 15 นาทีสุดท้ายของชั่วโมงที่ 2 หลังการอบอุ่นร่างกาย ระหว่างการแข่งขัน
ควรดื่ม 200-250 มิลลิลิตร ทุก 15-20 นาที โดยปริมาณของเหลวที่ดื่มเข้าร่างกายหลังแข่งขันหรือเล่นกีฬานั้น
ควรมีปริมาณร้อยละ 150 ของน้ำหนักตัว ซึ่งปริมาณของเหลวที่บริโภคโดยทั่วไป คือ 50 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน
ใครไม่ควรดื่มน้ำแร่  ?
     
      ไม่ใช่ทุกคนที่จะได้ประโยชน์จากน้ำแร่ หากดื่มไปโดยไม่ระวังอาจเป็นผลเสียต่อร่างกายได้ แล้วใครกัน...ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่? 

ชนิดของน้ำแร่ ผู้ที่ไม่ควรดื่มน้ำแร่

1.น้ำแร่ - ผู้ที่บวมน้ำ ผู้ป่วยโรคไต ผู้ที่มีการทำงานของหัวใจไม่ดี
2.น้ำแร่ที่มีปริมาณโซเดียมสูง - ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง
3.น้ำแร่เกลือโซเดียมคลอไรด์ (Sodium chloride waters) - ผู้ที่มีการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารปริมาณมาก
แผลในกระเพาะอาหารและความดันโลหิตสูง
4.น้ำแร่ซัลเฟอร์ (Sulfurous waters) - ผู้ป่วยที่มีโรคทางระบบทางเดินหายใจที่มีภาวะหลอดลมหดเกร็ง
5.น้ำแร่ไบคาร์บอเนต (Bicarbonate waters) - ผู้ป่วยที่มีภาวะ gastric hypochilia
6.น้ำแร่ซัลเฟต (Sulfate waters) - ผู้ป่วยที่มีโรคที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารและมีแผลในทางเดินอาหาร
แหล่งที่มา : http://women.thaiza.com/มารู้จักน้ำแร่กันเถอะ-/189116/

ดูรายละเอีดเพิ่มเติม ที่   health.cbpmall.com และ 
www.facebook.com/cbphealth   สนใจคลิ้กเลย