หน้าที่การทำงานของหัวฝักบัว วอเตอร์ส เทอราพี ชาวเวอร์


*ผลของอิออนประจุลบ
นวัตกรรมใหม่ของแผ่นไทเทเนียมที่นำมาทำเป็นรูน้ำออกของฝักบัว ให้อิออนประจุลบมากกว่าอากาศที่อยู่
ในป่าทำให้คุณรู้สึกเหมือนเดินอยู่ท่ามกลางป่าไม้ในบ้านคุณ
*กำจัดสิ่งสกปรกเล็กๆและความไม่บริสุทธิ์ที่เจือปน
แผ่นใยกรองพิเศษจะปกป้องผิวพรรณของคุณด้วยการกรองสิ่งสกปรก เล็กๆ เช่นเศษหิน ปูน หรือสนิม
ทำให้คุณได้อาบน้ำบริสุทธ์
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีอยู่ในหัวฝักบัวสามารถพ่นน้ำได้แรงแต่นุ่นทำให้คุณสัมผัสได้ถึงการนวดด้วยน้ำที่นุ่มสบาย
เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่มีอยู่ในหัวฝักบัวสามารถพ่นน้ำได้แรงแต่นุ่มทำให้คุณสัมผัสได้ถึงการนวดด้วยน้ำที่นุ่มสบาย
*ประหยัดน้ำและเพิ่มคุณสมบัติแรงดันน้ำ
ออกแบบพิเศษเพื่อการประหยัดน้ำ สามารถประหยัดน้ำได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับหัวฝักบัวทั่วไป
และสามารถเพิ่มแรงดันน้ำให้พลังน้ไที่พ่นมาแรงแต่นุ่ม

0 ความคิดเห็น:

ดื่มน้ำแร่ Water เพื่อสุขภาพ

ดื่มน้ำแร่ Water เพื่อสุขภาพ
ความสำคัญของน้ำที่มีต่อร่างกายมนุษย์
1.ปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย
2.ช่วยปรับความเป็นด่างในร่างกาย
3.ช่วยระบบการย่อยอาหาร
4.นำพาสารอาหารต่างๆไปสู่เซลล์
5.ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
6.ช่วยหล่ออลื่นตามข้อต่อต่างๆ
7หล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหวของลูกตา
8.ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดเวลา
น้ำดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ แต่มนุษย์อยู่ได้ต้องอาศัยน้ำ


0 ความคิดเห็น:

บทความสุขภาพ เรียนรู้รับมือ `โรคลมชัก` อย่างถูกวิธี


          อาจารย์นายแพทย์ชูศักดิ์ ลิโมทัย หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคลมชักครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวในการเสวนาหัวข้อ "โรคลมชักคืออะไร และทำอย่างไรหากคนใกล้ตัวเป็นโรคลมชัก" ในงาน "Purple Day 2015 วันโรคลมชักโลก" ซึ่งจัดโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคลมชักครบวงจร แห่งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และมูลนิธิเทียนส่องใจเพื่อคนไข้โรคลมชัก ร่วมกับฝ่ายสวัสดิการสังคม ฝ่ายการพยาบาล
          "โรคลมชักสามารถเกิดกับคนในทุกเพศและทุกวัย โดยอาการชักนั้นเกิดจากการปลดปล่อยคลื่นไฟฟ้าสมองที่สร้างจากเซลล์สมองที่ผิดปกติออกมามากพร้อมๆ กัน ทำให้เกิดการทำงานของสมองที่ผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นชั่วคราว เซลล์สมองที่ผิดปกติที่สร้างคลื่นไฟฟ้าสมองที่ผิดปกตินั้นสามารถเกิดขึ้นที่ผิวสมองส่วนใดก็ได้ ซึ่งจะส่งผลให้อาการแสดงของอาการชักมีความหลากหลาย ขึ้นกับบริเวณของสมองที่เป็นจุดกำเนิดชัก อาการชักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ประมาณ 1-2 นาที ส่วนใหญ่ไม่เกิน 5 นาที จากนั้นอาการจะหายไป”
เรียนรู้รับมือ \'โรคลมชัก\' อย่างถูกวิธี  thaihealth


          อาจารย์นายแพทย์ชูศักดิ์ กลัวว่า ดังที่กล่าวข้างต้น อาการชักในผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมได้ด้วยการรับประทานยาระงับอาการชักที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ถึงแม้อาการชักจะเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่แล้วหายไป หรือแม้กระทั่งในคนที่อาการชักถูกควบคุมได้แล้วด้วยยา ผู้ป่วยโรคลมชักส่วนหนึ่งกลับยังต้องเผชิญกับปัญหาด้านทัศนคติ หรือการยอมรับจากสังคม หรือมีปัญหาในการดำรงชีวิต เนื่องจากคนทั่วไปไม่เข้าใจว่าโรคลมชักคืออะไร คนส่วนหนึ่งเข้าใจว่า โรคลมชักคือโรคทางจิตเวช แต่ในความเป็นจริงดังที่กล่าวข้างต้น โรคลมชักเป็นโรคทางสมองซึ่งก็เหมือนกับโรคทางสมองอื่นๆ แต่มีข้อแตกต่างที่อาการของโรคลมชักนั้นจะเกิดขึ้นชั่วครู่แล้วหายไป อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวขณะที่มีอาการ
          ในช่วงที่ไม่มีอาการชัก ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นปกติไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไป ในผู้ป่วยโรคลมชักที่มีอาการชักตั้งแต่เด็ก พบว่าบางรายไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไปได้ เนื่องจากคุณครูและเพื่อนๆ มีอาการกลัวไม่กล้าใกล้ชิดด้วย เนื่องจากยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับโรคนี้ รวมทั้งยังไม่รู้วิธีที่จะให้การช่วยเหลือหากผู้ป่วยมีอาการชักขึ้นที่โรงเรียน ทำให้ผู้ป่วยเด็กส่วนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาต้องอยู่แต่ในบ้าน ผู้ป่วยในวัยทำงานบางรายไม่สามารถหางานทำได้ เนื่องจากความไม่เข้าใจของนายจ้าง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ป่วยขาดความมั่นใจในการเข้าสังคม เกิดความรู้สึกแตกต่าง และอาจท้อแท้สิ้นหวัง
          นายแพทย์ชูศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า "โรคลมชักมีอาการชักหลายรูปแบบ ได้แก่ 1.การชักแบบรู้ตัว มีอาการชักเกร็ง/กระตุกของแขนขาหรือหน้า ด้านใดด้านหนึ่ง, อาการชาหรือความรู้สึกผิดปกติของแขน/ขาด้านใดด้านหนึ่ง, เห็นแสงระยิบระยับ เป็นต้น 2.การชักแบบไม่รู้ตัว มีอาการชักเหม่อร่วมกับการทำอะไรโดยไม่รู้ตัว เช่น เคี้ยวปาก มือคลำสิ่งของหรือเสื้อผ้าตนเองหรือคนรอบข้าง ชักแบบเกร็งกระตุกทั้งตัว เป็นต้น ในบางคนมีอาการเตือนให้รู้ก่อนล่วงหน้า อาการเตือนเหล่านี้ เช่น อาการใจหวิว, แน่นท้องเหมือนมีลมตีขึ้นที่ลิ้นปี่, ความรู้สึกคุ้นเคยต่อเหตุการณ์ หรือสถานที่ เป็นต้น โดยสามารถสังเกตอาการชักของผู้ป่วยได้ คือ อาการชักส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในรูปแบบเดียวกันทุกครั้ง แต่ละครั้งนานประมาณ 1-2 นาที หลังชักผู้ป่วยอาจมีอาการสับสนได้
         การปฐมพยาบาลในผู้ป่วยโรคลมชัก นั้นสามารถแบ่งได้ใน 2 กรณี คือ การปฐมพยาบาลขณะมีอาการชักแบบเกร็งกระตุกไม่รู้ตัว ให้ปฏิบัติดังนี้ 1.เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายและตะแคงหน้า 2.คลาย เสื้อผ้าให้หลวมเพื่อให้ผู้ป่วยหายใจได้สะดวก 3.ห้ามใช้ไม้กดลิ้นหรือวัตถุใดๆ สอดเข้าไปในปาก เพราะอาจเกิดอันตรายทั้งต่อตัวผู้ป่วยเองและผู้ที่ให้การช่วยเหลือ
การปฐมพยาบาลขณะผู้ป่วยมีอาการชักเหม่อไม่รู้ตัว ให้ปฏิบัติดังนี้ 1.เฝ้าระวังให้ผู้ป่วยอยู่ในที่ที่ปลอดภัย เช่น ไม่ให้เดินไปที่หน้าต่างหรือบันได และระวังไม่ให้ผู้ป่วยล้ม จากนั้นรอจนกระทั่งอาการชักหายไป ผู้ป่วยจะรู้ตัวเอง 2.หลีกเลี่ยงการเข้าจับ  รัดหรือฉุดยื้อผู้ป่วยมากเกินไป เพราะในขณะชักผู้ป่วยไม่รู้ตัวอาจเกิดการต่อสู้ และทำให้เกิดอันตรายได้ สำหรับแนวทางการรักษาโรคลมชักนั้นมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับชนิดของกลุ่มอาการชักของผู้ป่วย เบื้องต้นของการรักษาคือการใช้ยาระงับอาการชัก ซึ่งพบว่าผู้ป่วยประมาณ 60-70% สามารถรักษาให้หายขาดได้ด้วยการใช้ยาระงับอาการชัก และเพื่อให้สามารถควบคุมอาการชักให้หายขาดอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยจำเป็นต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่จะทำให้เกิดอาการชักได้ง่าย เช่น การอดนอน ความเครียด เป็นต้น สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาระงับอาการชักมาตรฐานตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป ควรได้รับการประเมินหาจุดกำเนิดชัก พบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งในกลุ่มนี้ที่หาจุดกำเนิดชักได้ และบริเวณที่เป็นจุดกำเนิดชักไม่อยู่บนสมองส่วนที่มีหน้าที่สำคัญ สามารถได้รับการผ่าตัดเพื่อนำจุดกำเนิดชักออกได้ ซึ่งผลการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดนั้นพบว่าให้ผลดี โดยที่ในระยะยาวหลังผ่าตัดผู้ป่วยส่วนหนึ่งสามารถลดและหยุดยาระงับอาการชักได้ในที่สุด ส่วนผู้ป่วยที่พิจารณาแล้วและพบว่าไม่สามารถผ่าตัดนำจุดกำเนิดชักออกได้ ยังมีการรักษาด้วยวิธีอื่นอีก เช่น การกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่สิบ (Vagus nerve stimulation) การรักษาด้วยการควบคุมอาหารแบบ Ketogenic diet เป็นต้น"
เรียนรู้รับมือ `โรคลมชัก` อย่างถูกวิธี  thaihealth
          ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ทายาท ดีสุดจิต หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบประสาทวิทยาเด็ก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้ร่วมให้ความรู้ในหัวข้อ "ปัญหาทางจิตสังคมของผู้ป่วยลมชักวัยเด็ก" ว่า "การเปลี่ยนแปลงพัฒนาการด้านจิตสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการปรับตัวต่อความเจ็บป่วย โดยความสัมพันธ์ระหว่างความเจ็บป่วยด้วยโรคลมชักกับพัฒนาการด้านต่างๆ ของวัยรุ่นมีหลายประการ อาทิ พัฒนาการทางด้านจิตสังคม น้องๆ ในวัยเริ่มต้นหนุ่มสาวต้องการความอิสระ ต้องการเป็นตัวของตัวเอง อยากทำอะไรด้วยตนเอง เช่น อยากข้ามถนนเอง อยากไปโรงเรียนเอง อยากหุงข้าวกินเอง อยากทำอะไรด้วยตนเองไม่อยากให้ใครทำอะไรให้ การยอมรับ เด็กวัยรุ่นที่ป่วยเป็นโรคลมชักจะปรับตัวเข้ากับเพื่อนได้ลำบาก การยอมรับและการช่วยเหลือจากกลุ่มเพื่อนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยในการปรับตัวของเด็กวัยรุ่นได้ดีขึ้น การศึกษาของผู้ป่วยโรคลมชัก ปัญหาการเรียนที่โรงเรียนของผู้ป่วยโรคลมชักโดดเด่นมากในเมืองไทย
          เมื่อเด็กมีอาการลมชัก ทางครูผู้สอนจะให้กลับบ้านเพื่อพักรักษาตัวให้หาย หรืออาการดีขึ้น แล้วจึงกลับมาเรียนใหม่ ทางโรงเรียนควรมีความเข้าใจในตัวผู้ป่วยและยอมรับ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเรียนได้ในชั้นเรียนปกติ พัฒนาการด้านการออกกำลังกาย เด็กที่ป่วยเป็นโรคลมชักสามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ และควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้มีสุขภาพที่ดี จิตใจสดชื่น และได้ผ่อนคลาย แต่บางรายที่รับการรักษาโดยการรับประทานยากันชัก อาจส่งผลข้างเคียงทำให้เกิดอาการง่วงซึม เดินเซ เห็นภาพซ้อน ทำให้ต้องงดกิจกรรมบางอย่างที่เสี่ยงจะทำให้ได้รับบาดเจ็บ รวมถึงการออกกำลังกาย เช่น กีฬาประเภทฟุตบอล กิจกรรมหรือกีฬาที่สามารถเล่นได้ เช่น ว่ายน้ำ การขี่จักรยาน แต่ต้องอยู่ในความดูแลของผู้เชี่ยวชาญ"
          "หากคนในสังคมได้เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรคลมชัก ก็จะสามารถลดปัญหาและแรงเสียดทานในการดำรงชีวิตทางสังคมของผู้ป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่นจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวและถูกมองว่าเป็นโรคประหลาด ทั้งนี้อาการของโรคลมชักสามารถรักษาได้ การดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยจากคนใกล้ชิดเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากในการรักษา โดยหมั่นสังเกตและแจ้งอาการที่เกิดขึ้นกับแพทย์เพื่อปรับการรักษาให้เหมาะสมกับอาการที่เกิดขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยและผู้ดูแล" ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ทายาทกล่าวในที่สุด"

          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
          ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

0 ความคิดเห็น:

เรโตนา

เรโตนา
“เอนไซม์ในร่างกายมีมากกว่า 3,000 ชนิดแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ได้เฉพาะเปรียญเสมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ”
*เอนไซม์ ช่วยไต ปอด ตับ ผิวหนัง ลำใส้ ในการขับถ่ายของเสีย
*เอนไซม์ช่วยให้ธาตุเหล็ก ประกอบลงไปในเม็ดเลือดแดง ช่วยทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล เมื่อเกิดบาดแผล
*เอนไซม์จะเกี่ยวข้องกันเกือบทุกระบบในร่างกาย เช่น ระบบการหายใจ การนอนหลับ การรับประทานอาหาร การทำงาน และกระบวนการคิดของร่างกายดีขึ้น
*ตับอ่อน เป็นอวัยวะที่ผลิตเอนไซม์ ทำหน้าที่ย่อยอาหารมากที่สุด ตับอ่อนได้รับวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเอนไซม์จากกระแสเลือดหรือจากเซลล์ของร่างกาย ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ที่สำคัญในกระบวนการย่อยได้แก่
-เอนไซมื อะไมเลส ทำหน้าที่ย่อยแป้งและน้ำตาล
-เอนไซม์ โปรตีเอส ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน
-เอนไซม์ ไลเปล ทำหน้าที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน ซึ่งผลการเปลี่ยนแปลงสารอาหารนี้ทำให้ร่างกายดูดซึมเอาน้ำตาล กรดอะมิโน และกรดไขมัน เพื่อร่างกายนำไปใช้ได้ แม้ว่าตับอ่อนจะผลิตเอนไซม์ได้ในปริมาณที่มาก แต่เราควรคำนึงถึงเอนไซม์ที่อยู่ในอาการเพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหารร่วมกับเอนไซม์ในร่างกายด้วย
****โดยทั่วไป อนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นในร่างกายได้ 2 ทาง
1.การกินอาหาร
กินอาหารที่ถูกปิ้ง ย่าง และทอดอย่างเกรียม การใช้สารเคมี เช่น ยาฆ่าแมลง และยาปราบวัชพืชซึ้งใช้กับพืชผัก ผลไม้ ตลอดจนการบริโภคอาหารสำเร็จรูปมักจะผสมสารกันบูด สารกันเชื้อรา สิ่งที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มีส่วนที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระได้เราควรหลีกเลี่ยง
2.การหายใจ
คนที่อยู่ในเมืองหลวงใหญ่ๆ มีโอกาสได้รับมลพิษ และมลภาวะเสียจากสิ่งแวดล้อม ด้านพิษจากท่อไอเสียของรถยนต์ แลละโรงงานต่างๆ ควันพิษจากบุหรี่ จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระได้มาก อนุมูลอิสระได้รับการยอมรับในหมู่นักวิทยาศาสตร์อย่างกว้างขวางว่า เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ มากมายแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ดังนี้
2.1กลุ่มโรคเสื่อม รวมทั้งแก่ก่อนวัย
เป็นผลมาจาก อนุมูลอิสระทำลายระบบต่างๆในร่างกาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด โรคความดันโลหิตสูง อัมพฤกษ์-อัมพาต ปววดข้อ ต้อกระจก ริ้วรอยเหี่ยวย่น การเกิดโรคสมองเสื่อม
2.2 กลุ่มโรคมะเร็งหลายชนิด
เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม
2.3 กลุ่มโรคภูมิต้านทานรวมถึงโรคภูมิแพ้
ข้ออักเสบ โรคภูมิต้านทานทำร้ายตนเอง โรค SLE


0 ความคิดเห็น:

ต่อมบวมที่คอ อย่ามัววางใจ


อาจารย์โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยเอ็กเซอร์เตอร์ของอังกฤษ ได้บอกเตือนว่า ผู้ที่เกิดอาการต่อมที่คอบวมอยู่บ่อยๆ ควรจะระวังว่า อาจจะกลายเป็นมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองแบบหนึ่งได้ ผู้ที่มีอาการแบบนี้ ควรจะได้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสีย
ศาสตราจารย์วิลลี แฮมินตัน ได้กล่าวว่า ความจริงต่อมที่คอบวม มักจะเป็นอาการปกติของคออักเสบ แต่ในกรณีของ
มะเร็ง มันจะโตกว่าปกติและไม่มีอาการใดๆ เป็นที่ทราบกันอยู่นานแล้วว่า อาการดังกล่าวอาจจะเป็นมะเร็งได้ และในการศึกษาครั้งใหม่นี้ ได้พบว่า ความเสี่ยงนั้นสูงกว่าที่คิดกันมาแต่ก่อนมาก เฉพาะในอังกฤษเอง มีผู้ถูกวินิจฉัยโรคว่าเป็นมะเร็งปุ่มน้ำเหลืองแบบหนึ่ง ปีหนึ่งๆไม่ต่ำกว่า 14,500 ราย และมีผู้เสียชีวิตเกือบ 5,000 ราย


ที่มา : เว็บไซต์ไทยรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

0 ความคิดเห็น:

FAR INFRARED คืออะไร มีข้อดีอย่างไร

เป็นรูปแบบของพลังความร้อนจากแสงอาทิตย์ ที่ไม่ต้องอาศัยอากาศเป็นสื่อกลางในการนำความร้อนเป็นพลังงานที่อยู่ในย่านที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เรารู้สึกและรับรู้ได้จากความอบอุ่นที่ส่องมาของดวงอาทิตย์โดยปกติร่างกายรอบตัวเรา ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับการใช้ความร้อนบนฝ่ามือ เพื่อการบำบัดช่วยรักษาโรคของคนยุคโบราณที่ไม่ต้องใช้ยาหรือการผ่าตัด

Far infarred นั้นเป็นระบบความร้อนเดียวกันที่ส่งมาจากแสงดวงอาทิตย์ ที่จะทำให้ร่างกายได้รับความอบอุ่น เป็นพลังงานความร้อน( FIR )ที่อยู่ในช่วงความถี่ยาว 8.0-15.0 ไมครอน ซึ่งเป็นช่วงพลังงานความร้อนที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย 

     
ช่วงคลื่นแสง 
ที่เป็นช่วงคลื่นสั้นนั้น ( สูง ) ตามนุษย์รับรู้ได้ ประกอบด้วยแสงสีม่วงไล่ลงมาจนถึงแสงสีแดง

ช่วงรังสีแกมม่า ( gramma ray ) และช่วงรังสีแอกซ์ ( X- ray : 0.1 nm < 1 < 300 nm )
เป็นช่วงที่มีพลังงานสูงแผ่รังสีจากปฎิกิริยานิวเคลียร์ หรือจากกัมมันตรังสี

ช่วงอัลตราไวโอเลต
เป็นช่วงที่มีพลังงานสูง เป็นอันตรายต่อเซลล์สิ่งมีชีวิต

ช่วงอินฟราเรด
เป็นช่วงคลื่นที่มีพลังงานต่ำ ตามนุษย์มองไม่เห็น แบ่งแยกออกเป็นอินฟราเรดคลื่นความร้อนดังนี้

»   Near Infrared ( NIR ) ความยาวคลื่นจะอยู่ในช่วงระหว่าง 0.7 ถึง 1.5 Miron
»   Middle Infrared ( MIR ) ความยาวคลื่นจะอยู่ใช่วงระหว่าง 1.5 ถึง 5.6 Micron
»   Far Infrared ( FIR ) ความยาวคลื่นจะอยู่ในช่วงระหว่าง 5.6 ถึง 1000 Micron

ฟาร์อินฟราเรด
ให้ความร้อนที่สามารถเข้าสู่กล้ามเนื้อของรางกายโดยตรงสู่เนื้อเยื่อและเซลล์ได้ลึกถึง 1.5 นิ้ว และร่างกายสามารถรับได้ 93 % ของคลื่นความร้อนทั้งหมดที่ส่งมายังผิวหนัง ซึ่งประโยชน์และคุณสมบัตินี้แตกต่างจากตู้อบความร้อนทั่วไป

0 ความคิดเห็น:

ดื่มน้ำแร่ Water เพื่อสุขภาพ


บทบาทของน้ำที่เกี่ยวข้องกับชีวิต

ถ้าร่างกายไม่ได้รับบการหล่อเลี้ยงด้วยน้ำที่สะอาดและมีแร่ธาตุครบตามที่ร่างกายต้องการการทำงานของต่อมและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเสื่อมลงในที่สุด เพราะถ้าร่างกายขาดน้ำ เซลล์ต่างๆจะดูดน้ำออกจากกระแสเลือด ทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้น ในขณะเดียวกันไดจะไม่สามารถกรองของเสียในเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพและถ้าขาดน้ำเรื้อรัง ( Chronic Dehcdration ) ก็จะเป็นบ่อเกิดของโรคความดดันโลหิตสูง โรคหืด ภูมิแพ้ ไมเกรน ท้องผูก ริดสีดวง ร้อนใน เจ็บคอ และอาการต่างๆ ที่เป็นผลกระทบต่ิร่างกายทั้งทางตรงและทางอ้อม


น้ำถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลบนโลก สำหรับมนุษย์แล้วทุกส่วนของร่างกายต้องอาศัยน้ำ และมีมากถึง 3 ใน 4 ส่วนหรือประมาณร้อยละ 75 โดยอยู่ในสมองร้อยละ 85 กล้ามเนื้อร้อยละ 75 ไตร้อยละ82 และเลือดร้อยละ 92 น้ำจึงมีหน้าที่นำสารอาหารทั้ง 5 หมู่ สารต้านอนุมูลอิสระ ออกซิเจน รวมทั้งเอนไซม์ไปให้เซลล์ต่างๆในร่างกาย เพื่อสร้างพลัง ซ่อมแซมเซลล์ และสร้างเซลล์มาใหม่ รวมทั้งระบบการเผาผลาญ (Metabolism)

การย่อยอาหาร การไหลเวียนของโลหิตให้เป้นปกติ แลละนำพาของเสียออกจากร่างกายแล้วนำไปทำลายที่ตับ และทิ้งออกนอกร่างกายในรูปของปัสสาวะ เหงื่อ  ลมหายใจออก อุจจาระโดยรวมแล้วร่างกายจะสูญเสียน้ำประมาณ 2500cc. ต่อวัน สิ่งที่ถูกต้องคือ ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว(2500cc) เพื่อให้ร่างกายมีน้ำอย่างเพียงพอในการหมนเวียน เข้า-ออก เราจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ มิใช่ดื่มเมื่อมีความรู้สึกหิวกระหายเกิดแล้วเท่านั้น

ความสำคัญของน้ำที่มีต่อร่างกายมนุษย์
1.ปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย
2.ช่วยปรับความเป็นด่างในร่างกาย
3.ช่วยระบบการย่อยอาหาร
4.นำพาสารอาหารต่างๆไปสู่เซลล์
5.ช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย
6.ช่วยหล่ออลื่นตามข้อต่อต่างๆ
7หล่อเลี้ยงการเคลื่อนไหวของลูกตา
8.ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นตลอดเวลา

น้ำดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องอาศัยมนุษย์ แต่มนุษย์อยู่ได้ต้องอาศัยน้ำ

0 ความคิดเห็น:

ป้องกันตัว...อาหารเป็นพิษ

ป้องกันตัว...อาหารเป็นพิษ

อาหารเป็นพิษ ในที่นี้หมายถึง อาการท้องเดิน (อุจจาระร่วง) เนื่องจากการกินอาหารที่มีสารพิษที่เกิดจากเชื้อโรคปนเปื้อน เป็นสาเหตุของอาการท้องเดินที่พบได้บ่อยในหมู่คนทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะมีอาการไม่รุนแรง และทุเลาได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง สามารถให้การดูแลรักษาอย่างง่ายๆ ด้วยการทดแทนน้ำและเกลือแร่ด้วยสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ ส่วนน้อยที่อาจรุนแรง จนต้องให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ก็ควรแยกแยะสาเหตุจากโรคอื่นๆ ที่จำเป็นต้องให้การรักษาด้วยยาต่างๆ เพิ่มเติม
สาเหตุ มีเชื้อโรคหลายชนิดที่สามารถปล่อยสารพิษ (toxin) ออกมาปนเปื้อนในอาหารต่างๆ เช่น น้ำดื่ม เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ ไข่ นม อาหารทะเล และผลิตภัณฑ์จากนม เนยแข็ง ข้าว ขนมปัง สลัด ผัก ผลไม้ เป็นต้น เมื่อคนเรากินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษดังกล่าว ก็จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน ท้องเดิน สารพิษหลายชนิดทนต่อความร้อน ถึงแม้จะปรุงอาหารให้สุกแล้ว สารพิษก็ยังคงอยู่และก่อให้เกิดโรคได้ ระยะฟักตัวขึ้นกับชนิดของเชื้อโรค บางชนิดมีระยะฟักตัว 1-8 ชั่วโมง บางชนิด 8-16 ชั่วโมง บางชนิด 8-48 ชั่วโมง
อาการ อาหารเป็นพิษจากเชื้อโรคต่างๆ จะมีอาการคล้ายๆ กัน คือ ปวดท้องในลักษณะปวดบิดเป็นพักๆ อาเจียน (ซึ่งมักมีเศษอาหารที่เป็นต้นเหตุออกมาด้วย) และถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง บางรายอาจมีไข้และอ่อนเพลียร่วมด้วย โดยทั่วไป ถ้าเป็นไม่รุนแรง อาการต่างๆ มักจะหายได้เองภายใน 24-48 ชั่วโมง บางชนิดอาจนานถึงสัปดาห์ ในรายที่เป็นรุนแรง อาจอาเจียนและท้องเดินรุนแรง จนร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรงได้
อาจพบว่า ผู้ที่กินอาหารร่วมกันกับผู้ป่วย (เช่น งานเลี้ยง คนในบ้านที่กินอาหารชุดเดียวกัน) ก็มีอาการแบบเดียวกับผู้ป่วยในเวลาไล่เลี่ยกัน
1) การแยกโรค อาการท้องเดิน ท้องเสีย ถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง หรืออุจจาระร่วง อาจมีสาเหตุได้มากมาย ที่พบได้บ่อย มีดังนี้
ถ้ามีไข้ร่วมด้วย นอกจากอาหารเป็นพิษแล้ว ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
 - อุจจาระร่วงจากไวรัส มักพบในเด็ก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งมีอยู่หลายชนิด และอาจพบว่าเป็นพร้อมกันหลายคน เนื่องจากติดต่อกันได้ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย อาเจียน ถ่ายเป็นน้ำ อาจเป็นนานถึงสัปดาห์ก็ได้
 - บิดชิเกลล่า เริ่มแรกจะมีอาการไข้สูง อ่อนเพลีย ถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง อาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย อีก 12-24 ชั่วโมงต่อมา อาการถ่ายเป็นน้ำลดลง แต่กลายเป็นถ่ายเป็นมูกหรือมูกปนเลือดกะปริบกะปรอย คล้ายถ่ายไม่สุด ปวดเบ่ง อยากถ่ายอยู่เรื่อย (อาจถ่ายชั่วโมงละหลายครั้ง หรือวันละ 10-20 ครั้ง) โรคนี้เกิดจากการกินอาหารปนเปื้อนเชื้อชิเกลล่า (shigella) ซึ่งเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง จำเป็นต้องรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
 ถ้าไม่มีไข้ อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น
 - เกิดจากยา ที่พบบ่อย ได้แก่ ยาถ่าย (เช่น ดีเกลือ ยาระบายแมกนีเซีย มะขามแขก) ยาลดกรด ยารักษาโรคเกาต์ ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น ทำให้มีอาการปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง
- เกิดจากกินสารพิษ ได้แก่ สารเคมี (เช่น ยาฆ่าแมลง สารหนู ตะกั่ว ปรอท) พืชพิษ (เช่น เห็ดพิษ กลอย) สัตว์พิษ (เช่น ปลาปักเป้า แมงดาถ้วย หอยทะเล คางคก) ผู้ป่วยมักมีอาการอาเจียน ปวดท้อง อาจมีอาการถ่ายท้อง และอาจมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง หยุดหายใจ ชักกะตุก ชาบริเวณริมฝีปากหรือใบหน้า ดีซ่าน เป็นต้น
 - อหิวาต์ เกิดจากการกินอาหารหรือน้ำดื่มที่ปนเปื้อนเชื้ออหิวาต์ มีอาการปวดท้องถ่ายเหลว หรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง คล้ายอาหารเป็นพิษ อาจพบมีการระบาดของโรคในละแวกบ้านของผู้ป่วย
ถ้าเป็นเรื้อรัง (ถ่ายทุกวันนานเกิน 3 สัปดาห์ หรือเป็นๆ หายๆ บ่อย) อาจมีสาเหตุ เช่น
 - เกิดจากลำไส้ไวต่อสิ่งกระตุ้น บางคนหลังกินอาหารบางอย่าง (เช่น นม ของเผ็ด น้ำส้มสายชู เหล้า กาแฟ) ก็จะกระตุ้นให้ลำไส้ขับเคลื่อนเร็ว เกิดอาการปวดท้องถ่าย และถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายอุจจาระเหลว 2-3 ครั้ง ภายในครึ่งชั่วโมงหลังกินอาหาร มักเป็นไม่รุนแรง แต่จะเป็นบ่อยเมื่อกินอาหารชนิดนั้นๆ อีก
 - โรคลำไส้แปรปรวน พบในคนวัยหนุ่มสาวขึ้นไป มักมีสาเหตุจากความเครียด หรือจากอาหารบางชนิด ผู้ป่วยมักมีอาการปวดท้องถ่าย และถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำวันละหลายครั้งทุกวันในช่วงที่มีความเครียด หรือถ่ายเหลวหรือเป็นน้ำ 1-2 ครั้ง หลังกินอาหารทันที อาการมักไม่รุนแรงและมีสุขภาพแข็งแรง บางคนอาจมีอาการเป็นๆ หายๆ มานานหลายปี หรือนับสิบๆ ปี
 - โรคพร่องเอนไซม์แล็กเทส บางคนอาจพร่องมาแต่กำเนิด บางคนอาจพร่องชั่วคราวหลังจากมีอาการท้องเดินจากการติดเชื้อ ทำให้ไม่สามารถย่อยน้ำตาลแล็กโทสที่อยู่ในนม ผู้ป่วยมักมีอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ถ่ายเป็นน้ำหลังดื่มนมทุกครั้ง โดยทั่วไปมักมีสุขภาพแข็งแรงดี และถ้าไม่ดื่มนมหรือกินผลิตภัณฑ์จากนมก็จะไม่มีอาการ
 - มะเร็งลำไส้ใหญ่ มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป ผู้ป่วยอยู่ๆ มีอาการถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้ง ทุกวันนานเป็นสัปดาห์ถึงแรมเดือน ต่อมาจะมีอาการน้ำหนักลดฮวบฮาบ อ่อนเพลีย บางคนอาจมีอาการถ่ายเป็นเลือดสดร่วมด้วย
 - อื่นๆ เช่น เบาหวาน เอดส์ คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น ผู้ป่วยมักมีอาการถ่ายเหลวหรือถ่ายเป็นน้ำบ่อยครั้งทุกวัน อ่อนเพลีย น้ำหนักลดฮวบฮาบ

ที่มา : เว็บไซต์คมชัดลึกออนไลน์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

0 ความคิดเห็น:

WATERS Therapy Shower



WATERS Therapy Shower
ความสุข สดชื่น กับการอาบน้ำแบบใหม่
ชำระล้างร่างกายและจิตใจด้วยอโรมา
ทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่นด้วยคอลลาเจน พร้อมวิตามินซี
บำรุงผิวและต้านอนุมูลอิสระช่วยให้ดูอ่อนกว่าวัย


0 ความคิดเห็น:

RETONA SUPALIM D4

เป็นสารสกัดจากธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุด ความสำเร็จของประเทศเกาหลี กับการดีท็อคซ์ ลำไส้

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม http://health.cbpmall.com/
และที่
www.facebook.com/cbphealth

0 ความคิดเห็น:

เรโตนา


ณ ที่ใดมีชีวิต ณ ที่นั้นมีเอนไซม์
เอนไซม์ คืออะไร เอนไซม์ คือโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฎิกิริยาเคมีในสิ่งที่มีชีวิตทุกชนิด เอนไซม์
จึงสำคัญต่อทุกปฎิกิริยาเคมีในร่างกาย คือในทุกๆเซลล์ของร่างกาย ซึ่งรวมกว่า 60 ล้านล้านเซลล์
ถ้าไม่มีเอนไซม์ ร่างกายก็จะไม่มีการหายใจ ปราศจากการย่อยอาหาร ไม่มีการเจริญเติบโตของร่างกาย
การคิดและแม้แต่การนอนก็ต้องใช้เอนไซม์ ดังนั้นสิ่งที่มีชีวิตไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หากปราศจากเอนไซม์ เอนไซม์ทำหน้าที่ เปลี่ยนอาหารที่เรารับประทานเข้าไปเป็นโครงสร้างทางเคมี ที่สามารถผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ในระบบการย่อยอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ และเลือดเป็นอาหารของเซลล์ นอกจากนี้เอนไซม์ยังสามารถเปลี่ยนอาหารให้เป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นประสาท และต่อมต่างๆ เอนไซม์ในตับจะช่วยเก็บอาหารส่วนที่เหลือใช้ เพื่อถนอมเป็นพลังงาน และวัตถุดิบที่มีความจำเป็นในภายภาคหน้า

มนุษย์เราทุกวันนี้ต้องเผชิญอันตรายรอบด้าน  อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องยอมรับการดำเนินชีวิตที่เสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัยรอบด้าน อันได้แก่ อากาศที่เต็มไปด้วยมลพิษ สารตะกั่วที่ตกค้างจากการเผาผลาญของเครื่องยนต์ และฝุ่นละออง ภาวะโลกร้อน ปัจจุบันน้ำมีสิ่งปนเปื้อนมากมาย แม้แต่น้ำประปาที่มีสารคลอรีน เมื่อโดนความร้อนจะเปลี่ยนเป็นสารก่อมะเร็ง (TM) อาหาร ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ก็มีการใส่สารกันบูด การใช้สารเคมีเพื่อฆ่าแมลงสารเร่งการเจริญเติบโด สารปรุงแต่ง ทำให้รสชาติดี การตัดแต่งพันธุกรรมให้ผิดไปจากธรรมชาติ


“สิ่งมีชีวิตไม่สามารถอยู่ได้หากปราศจากเอนไซม์”

เอนไซม์ มีความจำเป็นต่อทุกปฎิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้นในร่างกายมนุษย์เกลือแร่ วิตามิน และฮอร์โมนจะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญถ้าขาดสิ่งเหล่านี้เอนไซม์จะไม่สามารถทำงานได้


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ health.cbpmall.com 





0 ความคิดเห็น:

การติดตั้งฝักบัว



วิธีการติดตั้งฝักบัว
ขั้นตอนที่ 1 หลังจากที่นำผลิตภัณฑ์ออกจากกล่อง ให้เอาฝาจักออกจากปลายทั้ง 2 ด้าน
ขั้นตอนที่ 2 ก่อนที่จะติดตั้งให้หมุนเกลียวเพื่อให้เปิดออก และนำชุดใส้ที่อยู่ข้างในออกมา
ขั้นตอนที่ 3 แกะสติ๊กเกอร์ที่ติดอยู่ตรงส่วนล่างของชุดใส้ออกตามภาพ
ขั้นตอนที่ 4 ประกอบกลับไปตามรูป จะสังเกตุเห็นว่า มีการผลักของแม่เหล็กเกิดขึ้น
นั่นหมายถึงการประกอบถูกต้องแล้ว และควรใส่วงแหวน เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำที่ ชาวเวอร์ด้วยทุกครั้ง
ขั้นตอนที่ 5 หมุนหัวฝักบัวออกจากสายตามภาพ
ขั้นตอนที่ 6 เชื่อมต่อส่วนล่างของชาวเวอร์ เข้ากับสายน้ำที่ถอดออกจากหัวฝักบัว หมุนให้แน่นสนิทตามเดิม
ขั้นตอนที่ 7 เชื่อมต่อส่วนบนของชาวเวอร์ เข้ากับหัวฝักบัวที่ถอดออกจากสายฝักบัว หมุนเข้าให้สนิทตามเดิม
ขั้นตอนที่ 8 เปิดวาล์วน้ำเพื่อตรวจสอบว่ามีน้ำรั่วซึมออกมาหรือไม่ ถ้ามีควรตรวจเช็ควงแหวน
ว่าใส่ถูกต้องหรือไม่ แล้วนำมาประกอบใหม่
ขั้นตอนที่ 9 ก่อนใช่งานหลังจากประกอบเสร็จต้องนำฝักบัวคว่ำหัวลงตามภาพ และเปิด - ปิดน้ำเป็นเวลาประมาณ 3-4 ครั้ง
**ควรทำเฉพาะหลังการประกอบใหม่ หรือการเปลี่ยนชุดใส้**

******************************************************************



0 ความคิดเห็น:

แนะตรวจสุขภาพตา เลี่ยงต้อกระจก

‘ตา’ เป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ควรหมั่นดูแลและตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง เลี่ยงต้อกระจก
นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์เปิดเผยว่า โรคต้อกระจกพบได้ทุกเพศทุกวัย โดยผู้ที่มีอายุมากกว่า 70 ปี จะมีความผิดปกติของสายตาที่เกิดจากต้อกระจกมากกว่าร้อยละ 50 ขึ้นไป อาการคือตาค่อยๆ มัวลง บางรายอาจมีสายตาสั้นขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแว่นบ่อย เห็นสีผิดเพี้ยน รักษาโดยสลายต้อหรือผ่าตัดและใส่เลนส์แก้วตาเทียม ซึ่งผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะมีโรคประจำตัวเช่น เบาหวาน ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

0 ความคิดเห็น: