แนะฝึกหายใจ เลี่ยง“โรคหอบจากอารมณ์”
“โรคหอบจากอารมณ์” อาการที่ไม่ควรละเลย แนะฝึกการหายใจช้าๆ เลี่ยงความเครียด ลดความเสี่ยง
โรคหอบจากอารมณ์ คือ การที่ผู้ป่วยมีอาการหายใจหอบเร็วและลึกอยู่นาน จนทำให้เกิดความผิดปกติของค่าสารเคมีในเลือด ทำให้มีอาการผิดปกติทางร่างกายตามมา
ลักษณะอาการและสาเหตุ
ลักษณและอาการ คือ ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบและเร็ว บ่นว่าหายใจลำบาก หน้ามืด เวียนศีรษะ ใจสั่น อาจมีอาการชาบริเวณรอบปากและนิ้วมือได้ ถ้าเป็นมากอาจพบอาการเกร็งและมือจีบได้ อาการมักมีความสัมพันธ์กับภาวะวิตกกังวล โดยก่อนเกิดอาการผู้ป่วยมักมีปัญหากดดันจิตใจอย่างเห็นได้ชัด เช่น ทะเลาะกับคนใกล้ชิดหรือคนที่ทำงาน หรือมีปัญหาการเรียน เป็นต้น อาการดังกล่าวอาจคล้ายคลึงกับการหอบที่มีสาเหตุจากทางกาย เช่น โรคหอบหืด ภาวะหัวใจขาดเลือด ภาวะกรดคั่งในเลือดจากเบาหวาน ดังนั้น ผู้ป่วยจึงต้องได้รับการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเป็น เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป
ที่มา: เว็บไซต์ไทยรัฐออนไลน์ โดยแพทย์หญิงธนิตา หิรัญเทพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ภาพประกอบจากอินเทอรืเน็ต
เกร็ดสุขภาพ >> 4 ขั้นตอน เรียกสติ เรียกความสุข
เราจะรับมืออย่างไรกับอารมณ์ที่กำลังคุกรุ่น เรื่องนี้ถ้าตอบในทางพระพุทธศาสนาสามารถยก “อริยสัจ 4” มาตอบได้ นั่นคือ ทุกข์ สภาพที่ทนได้ยาก สมุทัย
สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ นิโรธ การดับทุกข์ และมรรค แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ หากนำมาใช้ในชีวิตจริงก็จะเข้าใจความทุกข์และรับมือกับมันได้ด้วยตัวเอง
ทางฝั่งนักจิตวิทยาชาวออสเตรเลีย โซฟี เฮนโชล (Dr. Sophie Henshaw) ได้เขียนคู่มือเกี่ยวกับการฝึกจิตและอารมณ์ชื่อว่า The Silence Of Mindfulness หนึ่งในนั้นคือวิธีเรียกสติด้วยตัวเอง 4 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ปลดปล่อยอารมณ์ (Grump Stage) เริ่มต้นกระบวนการด้วยการปลดปล่อยอารมณ์ ณ ตอนนั้นออกมาให้เต็มที่ ไม่ต้องอดกลั้น ไม่ต้องปิดบัง แค่รู้สึกตามที่ใจรู้สึกเท่านั้น
ขั้นที่ 2 รู้สึกอย่างไร (How Stage) ถามตัวเองว่าความรู้สึกที่เป็นอยู่ตอนนี้เป็นอย่างไร ฟังตัวเองให้มากที่สุดโดยที่ไม่ต้องกลัวว่าคุณจะเศร้าหรือโกรธมากกว่าเดิม ใช้เวลากับขั้นตอนนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ต้องรีบเร่ง และเมื่อถึงจุดหนึ่งอารมณ์ที่กำลังปะทุอยู่นั้นจะค่อยๆ เย็นลง ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลานานเป็นวันแล้วแต่ว่าคุณจะเปิดใจยอมรับความรู้สึกตัวเองได้เมื่อไหร่
ขั้นที่ 3 อยู่กับปัจจุบัน (Now Stage) พาตัวเองให้อยู่กับปัจจุบัน ออกจากความคิดของตัวเองแล้วมาพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัว ฟังเสียงที่ดังรอบข้าง หายใจรับรู้กลิ่น มองสภาวะปัจจุบันที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งขั้นตอนนี้ต้องทำหลังจากขั้นที่ 2 ลุล่วงแล้วเท่านั้น เพราะหากยังไม่เข้าใจว่าตัวเองรู้สึกอย่างไรก็ไม่สามารถมาสู่ขั้นปัจจุบันได้
ขั้นที่ 4 ทำอะไรต่อไป (What Stage) หรือเรียกได้ว่าขั้นตอนของความคิดใหม่ๆ เมื่อจิตของคุณสงบพอแล้วก็พร้อมที่จะก้าวสู่การกระทำใหม่ๆ ที่แตกต่างจากสิ่งที่เคยเป็นมา คุณต้องถามตัวเองว่า ตัวเองจะเป็นอย่างไรต่อไป จะทำอะไรต่อจากนี้ หรืออยากให้อะไรเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อตอบตัวเองได้แล้วก็จะทราบว่าตัวเองต้องการอะไร เหมือนการหาจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเพื่อประกอบภาพให้สมบูรณ์
การฝึกทั้ง 4 ขั้นตอนนี้อาจใช้เวลา 40-80 นาที หรือมากกว่า 1 วัน แล้วแต่บุคคล เป็นการฝึกที่ยิ่งทำบ่อยก็ยิ่งใช้เวลาน้อยลง ซึ่งช่วยในการระงับอารมณ์และจัดการตัวเองกับสถานการณ์ที่เลวร้ายไม่ว่าจะเศร้า โกรธ หรือสิ้นหวัง อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะหลักธรรมหรือหลักของนักจิตวิทยาจะไม่มีประสิทธิภาพเลยหากขาดคำว่า “สติ” ตั้งแต่เริ่ม
ที่มา : เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
แบ่งปันประสบการณ์การใช้ เรโตนา
แม่สมเพียร ภูมิบ้านค้อ จ ขอนแก่น แบ่งปันประสบการณ์การใช้ เรโตนา มัลติฟอร์มูล่า #2880 เอนไซม์ธรรมชาติ ให้กับทุกคนที่รักสุขภาพ
สนใจสั่งซื้อ ได้ที่ http://goo.gl/lMg1dM
รายละเอียดเพิ่มเติม
-http://health.cbpmall.com/
--https://www.facebook.com/cbphealth
สนใจสั่งซื้อ ได้ที่ http://goo.gl/lMg1dM
รายละเอียดเพิ่มเติม
-http://health.cbpmall.com/
--https://www.facebook.com/cbphealth
เรโตนา “เอนไซม์ในร่างกายมีมากกว่า 3,000 ชนิดแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ได้เฉพาะเปรียญเสมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ”
*เอนไซม์ ช่วยไต ปอด ตับ ผิวหนัง ลำใส้ ในการขับถ่ายของเสีย
*เอนไซม์ช่วยให้ธาตุเหล็ก ประกอบลงไปในเม็ดเลือดแดง ช่วยทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหล เมื่อเกิดบาดแผล
*เอนไซม์จะเกี่ยวข้องกันเกือบทุกระบบในร่างกาย เช่น ระบบการหายใจ การนอนหลับ การรับประทานอาหาร การทำงาน และกระบวนการคิดของร่างกายดีขึ้น
*ตับอ่อน เป็นอวัยวะที่ผลิตเอนไซม์ ทำหน้าที่ย่อยอาหารมากที่สุด ตับอ่อนได้รับวัตถุดิบที่จะนำมาผลิตเอนไซม์จากกระแสเลือดหรือจากเซลล์ของร่างกาย ตับอ่อนผลิตเอนไซม์ที่สำคัญในกระบวนการย่อยได้แก่
-เอนไซมื อะไมเลส ทำหน้าที่ย่อยแป้งและน้ำตาล
-เอนไซม์ โปรตีเอส ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนให้เป็นกรดอะมิโน
-เอนไซม์ ไลเปล ทำหน้าที่ย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมัน ซึ่งผลการเปลี่ยนแปลงสารอาหารนี้ทำให้ร่างกายดูดซึมเอาน้ำตาล กรดอะมิโน และกรดไขมัน เพื่อร่างกายนำไปใช้ได้ แม้ว่าตับอ่อนจะผลิตเอนไซม์ได้ในปริมาณที่มาก แต่เราควรคำนึงถึงเอนไซม์ที่อยู่ในอาการเพื่อช่วยในกระบวนการย่อยอาหารร่วมกับเอนไซม์ในร่างกายด้วย
สนใจสั่งซื้อ ได้ที่ http://goo.gl/lMg1dM
รายละเอียดเพิ่มเติม
-http://health.cbpmall.com/
-https://www.facebook.com/cbphealth
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


0 ความคิดเห็น: